ข้อมูลและประวัติของ Nick Valentine

มีสปอย : ข้อมูลของตัวละคร

Nick Valentine (นิค วาเลนไทน์) เป็นหุ่นยนต์สังเคราะห์ที่ทำงานเป็นนักสืบเอกชน เขามีสำนักงานเป็นของตัวเอง และอาศัยอยู่ในเมือง Diamond City ในปี ค.ศ. 2287 อีกทั้งนิคยังเป็นตัวละครที่สามารถเป็นผู้ติดตามให้แก่ตัวเอกได้ด้วย

 

นิคเป็น Synth รุ่นที่ 2 ที่ทำงานเป็นนักสืบ เขามีสำนักงานที่เป็นหน่วยงานเล็กๆตั้งอยู่ในเมือง Diamond City และทำงานพร้อมกับผู้ช่วยของเขา Ellie Perkins (เอลลี่ย์ เพอร์กินส์) ด้วยความที่ว่านิคนั้นมีความทรงจำของนักสืบที่เป็นบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆในยุคก่อนสงคราม นิคเลยมีความสามารถเฉพาะตัวหลายอย่างที่มันช่วยเสริมทักษะในการสืบสวนคดีของเขา เพราะนิคนั้นมีความสามารถในการแฮ็กคอมพิวเตอร์ที่ล็อกอยู่ได้ในหลายระดับชั้น อีกทั้งเขายังเชี่ยวชาญในการต่อสู้ทั้งในระยะใกล้และในระยะประชิด 

 

นิคมีความเชื่อว่าตัวของเขาเองนั้นเป็นซินท์ที่อยู่ในรุ่นพัฒนาของซินท์รุ่นที่ 1 กับซินท์รุ่นที่ 2 ที่เป็นรุ่นล่าสุดในสมัยที่นิคเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ๆ ซึ่งนี่ก็อาจจะอธิบายได้ว่า ทำไมนิคถึงแสดงออกในความสามารถและสติปัญญาที่เขามีมากได้กว่าซินท์รุ่น 2 ที่ผู้เล่นเคยพบเจอมาก่อนหน้านี้ และนิคเองก็ไม่เป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ที่ไม่ใช่คนของ The Institute ด้วย อีกทั้งนิคเองก็ยังเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วทั้งเมือง Diamond City แม้ว่าบุคคลในเมืองนี้ต่างพากันหวาดกลัวซินท์ที่มาจาก Institute และถึงแม้ว่าเขาจะมีต้นกำเนิดลึกลับที่เป็นปริศนาอยู่มากมายก็ตาม

 

นานมาแล้ว Institute ได้ทำการทดลองกับซินท์รุ่นที่ 2 ถึง 2 คน หัวข้อในการทดลองก็คือ พวกเขาอยากจะทราบว่าซินท์สามารถที่จะจัดการกับความคิดที่เป็นอิสระได้หรือไม่ ผลของการทดลองเลยทำให้ซินท์หนึ่งในนั้นได้ออกมาเป็นซินท์ที่ชื่อว่า DiMA (ซินท์รุ่นที่ 2 อีกคนที่มีลักษณะเหมือนกับนิคที่ปรากฏในเกาะ Far Harbor) ส่วนซินท์อีกคนที่ถูกทดลองนั้นก็ได้กลายมาเป็น นิค วาเลนไทน์ 

 

 

หลายปีที่ผ่านมา ซินท์ทั้ง 2 ก็ได้รับการทดลองเกี่ยวกับการมีบุคลิกและความทรงจำที่หลากหลาย ด้วยการเอาความทรงจำของมนุษย์ในอดีตที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆไปใส่ในตัวของพวกเขา แต่อย่างไรก็ตามนิคในตอนนั้นและ DiMA ก็ได้เริ่มมีความผูกพันกับแบบคนในครอบครัว เพราะต่างคนต่างก็เป็นคนที่พวกเขาพบเจอและอยู่ด้วยกันมาตลอด

 

จนกระทั่ง DiMA ได้รับการทดลองและพัฒนาให้เขามีความรู้สึก และมีสติความนึกคิดเป็นของตนเองได้โดยที่ไม่ต้องมีบุคลิกหรือความทรงจำของคนอื่นที่ต้องใส่เข้าไปทดแทน จนทำให้ DiMA นั้นมีความต้องการที่จะหลบหนีออกไปจาก Institute พร้อมๆกับนิคด้วย พวกเขาหลบหนีออกมาได้สำเร็จ แต่ก่อนหน้านั้น DiMA ไม่ทันได้รู้ว่าน้องชายของเขายังไม่ได้ถูก Institute อัปโหลดพัฒนาบุคลิกภาพและความทรงจำใหม่ๆให้แก่น้องชายของเขาเหมือนกับตน ซินท์อีกคนหนึ่งที่ยังไม่มีบุคลิกภาพเป็นของตัวเอง ในตอนนี้ก็ได้มีความทรงจำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยมีชีวิตอยู่มาก่อนในยุคก่อนสงคราม ที่เขามีชื่อว่า "นิควาเลนไทน์"

 

ด้วยความสับสนของความทรงจำ จนทำให้นิคนั้นเข้าใจผิดคิดว่าเขาได้ "ตื่นขึ้นมา" ในโลกแห่งอนาคตอีก 200 ปีต่อมา จนทำให้นิคนั้นหันมาต่อต้าน DiMA และโจมตีใส่เขา ด้วยความที่ถูกต่อต้านจนไม่มีทางเลือก เลยทำให้ DiMA นั้นต้องละทิ้งนิคไป แต่เขาได้ทำให้นิคสลบก่อนที่จะทิ้งน้องชายไว้ และหลังจากที่นิคได้สติฟื้นคืนกลับมา เขาก็พบว่าตัวของเขาเองนั้นถูกทิ้งอยู่ในกองขยะ และตั้งแต่นั้นมา นิคก็ได้อิสระในการใช้ชีวิตของตนเอง แต่ก็ต้องแลกกับความสับสนที่อยู่ในหัวของเขาเป็นเวลาหลายสัปดาห์

 

ในช่วงนั้น Institute ยังคงไม่เป็นที่หวาดกลัวของผู้คนบนพื้นโลก แต่เนื่องจากเหตุที่เหล่าผู้คนบนพื้นโลกยังไม่ค่อยได้รู้จักกับ Institute กับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของพวกเขาดีนัก ชาวบ้านที่เป็นมนุษย์ทั่วไปส่วนใหญ่จะคิดว่านิคนั้นต่างก็หวาดกลัวในตัวของชาวบ้าน และชาวบ้านเองก็หวาดหลัวในตัวของนิคเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ถึงชาวบ้านจะยังไม่รู้จักซินท์ดีพอ แต่พวกเขาก็ให้การยอมรับแก่นิคในที่สุด ในช่วงแรกนั้นนิคได้อาศัยอยู่ในชุมชนท้องถิ่นขนาดเล็ก และมีช่างซ่อมในชุมชนนั้นเสนอเพื่อซ่อมแซมความเสียหายที่เขาได้รับอย่างยั่งยืนในการเดินทางของเขาเสนอตัวเพื่อซ่อมแซมความเสียหายให้แก่ร่างกายของนิค เพื่อให้ระบบในร่างกายของเขานั้นไม่เสื่อมสภาพเร็ว

 

ในระหว่างที่เขาอาศัยอยู่ในชุมชนเล็กๆอยู่นั้น นิคได้ทำความรู้จักกับเด็กน้อยคนหนึ่งนามว่า Jim (จิม) จิมเป็นมนุษย์คนแรกที่นิคได้พบปะและพูดคุยด้วย และเหล่าชาวบ้านในชุมชนนั้นก็มองนิคว่าเขาเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน เพราะถึงนิคจะเป็นหุ่นยนต์ แต่เขานั้นไม่เคยมีความคิดที่ชั่วร้ายแสดงให้เห็นออกมาเลย จนวันหนึ่งก็ถึงเวลาที่นิคจำเป็นจะต้องออกจากชุมชนเพื่อเดินทางไปต่อ หลายปีต่อมาเขาก็ได้กลับมาเยี่ยมชุมชนนั้นอีกครั้ง แต่นิคก็ได้พบว่าชุมชนที่เขาเคยอยู่แห่งนั้นได้ถูกทำลายไปแล้ว เพราะว่าถูกพวก Raiders เข้ามาบุกปล้น แต่อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมของเหล่าประชากรในชุมชนนั้นยังไม่ถูกระบุอย่างชัดเจนว่าพวกเขาได้เป็นตายร้ายดียังไงกันบ้าง

 

 

หลังจากที่เขาได้ออกมาจากชุมชนแล้ว นิคได้เดินทางมาเรื่อยๆจนกระทั่งเขาได้มาถึงยังเมือง Diamond City ในตอนนั้นเหล่าผู้คนในเมือง Diamond City ยังไม่มีความหวาดกลัวหรือต่อต้าน Institute แต่อย่างใด นิคจึงได้รับความเคารพจากผู้คนในเมือง ด้วยการที่เขาสามารถช่วยเหลือลูกสาวของนายกเทศมนตรี Henry Roberts (เฮนรี่ โรเบิร์ต) นายกเทศมนตรีของเมือง Diamond City คนก่อนหน้า McDonough เอาไว้ได้ ในตอนที่เธอถูกลักพาตัวไป ซึ่งในคดีนั้น นิคได้แกล้งให้ผู้ที่ลักพาตัวลูกสาวของนายกเทศมนตรีไปให้หวาดกลัวและขวัญกระเจิงได้โดยที่การอ้างว่าเขามีระเบิดอยู่ข้างในตัวเขาและระเบิดกำลังจะทำงานในไม่ช้า (นิคบอกว่าในตอนนั้นเขาพูดคำว่า "Beep" ซ้ำๆหลายรอบเอา) ซึ่งนั่นก็ทำให้คนร้ายในคดีนั้นวิ่งกันขวัญเสียไปเลย

 

เมื่อลูกสาวของนายกเทศมนตรีปลอดภัยแล้ว เธอก็ได้บอกกับนิคถึงเรื่องราวทั้งหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น นิคจึงได้พาเธอกลับไปหานายกเทศมนตรีเฮนรี่ และเขาก็ได้มอบบ้านสำหรับพักอาศัยและและสิทธิ์ในการเป็นพลเรือนของเมือง Diamond City เป็นรางวัล ถึงแม้ว่าจะมีเสียงต่อต้านมาจากประชาชนของเมืองที่ยังคงหวาดกลัวและไม่พอใจในตัวซินท์อย่างนิคอยู่บ้าง แต่เขาก็ค่อยๆปลดเปลื้องความกลัวของประชาชนเหล่านั้นให้หายไปด้วยการทำหน้าที่เป็นนักสืบของเมือง Diamond City ด้วยทักษะนักสืบที่น่าเกรงขามที่เขาได้มาจากบุคคลในอดีตที่ชื่อว่า นิค วาเลนไทน์

 

และในคดีล่าสุดที่ต้องตามหาหญิงสาวที่ชื่อว่า Darla (ดาร์ล่า) หญิงสาวที่ถูกระบุไว้ว่าเธอนั้นได้ถูกลักพาตัวไป แต่แท้จริงแล้วดาร์ล่านั้นเต็มใจที่จะไปเข้าร่วมกับแก๊งนักเลงของ Skinny Malone (สกินนี่ มาโลน) ด้วยความเต็มใจเอง จนทำให้นิคติดกับดักและถูกจับไปคุมขังอยู่ภายในสถานที่หลบภัยของพวกชาวแก๊งซึ่งก็คือใน Vault 114 นั่นเอง และต่อมานิคก็ได้พบและได้รับการช่วยเหลือจากตัวเอก และในระหว่างที่ทั้งสองกำลังได้หาทางหลบหนีออกจาก Vault 114 พวกเขาก็ได้เผชิญหน้ากันกับมาโลน และหลังจากที่จบเรื่องกันกับพวกชาวแก๊ง นิคและตัวเอกก็ได้เดินทางมาพบกันอีกครั้งที่ออฟฟิศของนิคในเมือง Diamond City ซึ่งตัวเอกก็ได้ขอความช่วยเหลือจากนิคในการติดตามหาลูกชายของตัวเอกที่ได้ถูกลักพาตัวไปโดยกลุ่มบุคคลปริศนา

 

หลังจากที่นิคได้ช่วยสืบคดีให้แก่ตัวเอก จนวันหนึ่งนิคก็ยอมเปิดใจให้กับตัวเอก และเขาก็จะให้เควสที่มีชื่อว่า Long Time Coming แก่ตัวเอกมา นิคได้ขอความช่วยเหลือจากตัวเอกด้วยการให้ช่วยทำความปรารถนาสุดท้ายในชีวิตของ "นิค วาเลนไทน์" ให้คลี่คลายลง ด้วยหาทางการกำจัด Edward Winter (เอ็ดเวิร์ด วินเทอร์) ศัตรูตัวฉกาจของนิค ซึ่งสิ่งที่ตัวเอกจะต้องทำก็คือการช่วยนิคตามหา Holotapes ที่เป็นเทปบันทึกเก่าของเอ็ดดี้ทั้ง 10 ตลับที่กระจายอยู่ตามสถานีตำรวจในที่ต่างๆทั่วกรุง Boston เพื่อให้นิคนำข้อมูลในเทปทั้งหมดมาแกะเป็นรหัสในการเขาถึงที่ซ่อนตัวของเอ็ดดี้ ที่ตอนนี้เขานั้นยังมีชีวิตอยู่เพราะได้เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นกูลไปแล้ว 

 

ซึ่งแน่นอนว่าเอ็ดดี้ที่ได้พบกับความทรงจำของนิค แต่เป็นร่างกายของซินท์ไป เขาก็ต้องบอกว่าเขาไม่รู้จักกับนิคอย่างแน่นอน แต่นิคนั้นกลับจดจำเอ็ดดี้ได้ฝังใจ เพราะเอ็ดดี้เป็นคนฆาตกรรม Jennifer Lands (เจนนิเฟอร์ แลนด์) หญิงสาวที่เป็นคู่หมั้นของนิค "คนเดิม" และทำให้เธอต้องเสียชีวิตลงนั่นเอง หลังจากที่นิคได้แก้แค้นให้แก่นิคคนเดิมได้แล้ว เขาก็พาตัวเอกไปยังจุดที่เอ็ดดี้ได้ฆ่าเจนนิเฟอร์ ก่อนที่นิคนั้นจะใคร่ครวญและปรับทุกข์กับตัวเอกว่า แท้จริงแล้วเขานั้นเป็นใครกันแน่ และจุดหมายของชีวิตของเขาต่อจากนี้จะเอายังไงดี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีแต่ตัวเอกเท่านั้นที่ดูเหมือนว่าจะช่วยรับฟังความทุกข์ทั้งหมดของนิค และช่วยพูดปรับความเข้าใจให้เขาได้

 

และในระหว่างที่นิคได้เดินทางกับตัวเอก นิคก็ได้รับคดีใหม่เข้ามาที่เป็นการตามหาตัวลูกสาวของ Kenji Nakano ที่หายตัวออกจากบ้านไป ซึ่งในคดีนี้ก็ได้นำพานิคและตัวเอกไปยังเกาะ Far Harbor จนกระทั่งพวกเขาได้เดินทางมาถึงยังเกาะที่อยู่ห่างไกลนี้ ก็ทำให้นิคได้พบกับ DiMA อีกครั้ง ซึ่งในตอนนี้เขาได้กลายเป็นผู้นำของกลุ่ม Acadia ไปแล้ว ซึ่ง DiMA นั้นดีใจมากที่เขาได้พบกับนิคอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่านิคนั้นไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะว่าเขานั้นจดจำ DiMA ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งตรงจุดนี้ผู้เล่นก็สามารถพูดโน้มน้าวให้นิคยอมรับ DiMA เป็นพี่ชายของเขาได้ ซึ่งการกระทำแบบนี้ก็จะทำให้ทั้งนิคและ DiMA นั้นจะกล่าวพูดทักทายกันเป็นครั้งคราว หรือพูดคุยเล็กๆน้อยๆเมื่อพวกเขาได้พบหน้ากันอีกใน Acadia

 

 

ความทรงจำของ นิค วาเลนไทน์ คนเดิม

เดิมทีนั้น บุคคลที่ชื่อว่า นิค วาเลนไทน์ นั้นเคยเป็นตำรวจนักสืบที่เดินทางมาจาก Chicago มายังกรุง Boston เพื่อให้มาช่วยสืบคดีและตามล่าหา เอ็ดเวิร์ด วินเทอร์ จนกระทั่งเอ็ดดี้ได้ทราบข้อมูลของเจนนิเฟอร์ หญิงสาวที่เป็นคู่หมั้นของนิค เอ็ดดี้เลยล่อลวงเธอมาฆ่าทิ้ง เพื่อแก้แค้นและเอาคืนนิคที่มีส่วนร่วมในแผนการตามล่าตัวของเขา

 

ในช่วงหลายสัปดาห์ต่อมาก่อนที่กรุง Boston จะเกิดเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์ถล่ม คดีของเอ็ดดี้ก็ได้ถูกยุบไปอย่างเป็นปริศนา และนิคเองก็ได้ป่วยเป็นโรค PTSD (หรือโรคที่เกิดจากความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ) จนทำให้เขาต้องเข้ารับการรักษาที่ C.I.T. ซึ่งสมองของนิคก็ได้ถูกสแกนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาของเขาด้วย และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม Institute ถึงมีความทรงจำของนิคมาใช้ทดลองได้ เพราะนิคที่เคยเป็นคนจริงๆนั้นเคยได้รับการรักษาที่ C.I.T. บ้านเกิดของฝ่าย Institute นั่นเอง

 

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับนิค

- ผู้เล่นไม่สามารถจีบหรือทำความโรแมนติกกับนิคได้

- ถ้าหากความสัมพันธ์ของนิคกับผู้เล่นเต็ม เขาจะให้สกิลที่มีชื่อว่า Close To Metal ผลของสกิลนี้ จะเพิ่มโอกาสในการแฮ๊กคอมพิวเตอร์ให้เดาเพิ่มได้อีก 1 ครั้ง และเวลา Cool down ในตอนที่แฮ๊กคอมพลาดจะลดลงถึง 50%

- การพบเจอนิคใน Vault 114 ก่อนที่ผู้เล่นจะได้ไปที่เมือง Diamond City นั้น จะทำให้เกมให้เควส Unlikely Valentine มาโดยอัตโนมัติและในตอนท้ายของเควส ก็จะมีบทสนทนาพิเศษเฉพาะของนิคกับตัวเอกด้วย

- ผู้เล่นจะสามารถขอให้นิคมาร่วมเดินทางได้ ก็หลังจากจบเควสเนื้อเรื่อง Getting a Clue แล้วเท่านั้น

- ในตอนท้ายของเควส Dangerous Minds หลังจากที่ผู้เล่นพูดคุยกับนิคใน Memory Den ด้วยการเลือกตัวเลือกที่ผู้เล่นไม่ต้องการพานิคมาเป็นคู่หูร่วมเดินทาง นิคก็จะพูดกับตัวเอกว่า "I'll return to Diamond City..." แต่อย่างไรก็ตามหากผู้เล่นพานิคไปเป็นคู่หูในเควส Dangerous Minds และได้กดยกเลิกการเดินทางกับเขาในเควสกลางคัน และผู้เล่นได้เลือกในนิคไปอยู่ที่ค่ายอื่นๆที่ไม่ใช่ค่ายล่าสุด นิคก็จะเดินทางกลับไปยังค่ายที่เขาอยู่ล่าสุดอยู่ดี ถึงแม้ว่าผู้เล่นจะสั่งให้เขาไปอยู่ในค่ายใหม่แล้วก็ตาม

- ผู้เล่นจะต้องเล่นเควส Long Time Coming ให้เสร็จสิ้นก่อนเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ได้รับสกิลพิเศษ Close To Metal มาจากเขาได้ เพราะถ้าหากว่าผู้เล่นยังทำเควสไม่เสร็จ ความสัมพันธ์ของนิคกับตัวเอกจะถูกหยุดไว้ให้ขึ้นมากสุดได้แค่ 999.00 หน่วยเท่านั้น และจะไม่มีทางที่จะได้สกิลของเขามาก่อนที่ความสัมพันธ์จะขึ้นเต็มที่ 1,000 หน่วยเลย

- ถ้านิคถูกทำลายโดยผู้เล่นจนถึงแก่ชีวิต เขาจะพูดสั่งเสียว่า "Not like this..."

- ผู้เล่นไม่สามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แก่นิคได้ เนื่องจากเขาถูกระบบของเกมจำกัดให้สวมใส่แต่ชุดนักสืบของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม นิคสามารถใช้ชุด Power Armor ได้ นี่หมายความว่าวิธีนี้เป็นวิธีเดียว ที่จะเพิ่มขีดจำกัดความสามารถทางกายภาพให้แก่นิคได้ คือการให้เขาสวมใส่ชุด Power Armor และนิคจะไม่เหมือนกับคู่หูคนอื่นๆ เขาจะออกจากชุด Power Armor เองโดยอัตโนมัติ ถ้าหากว่าเขาถูกผู้เล่นยกเลิกการพาไปเป็นคู่หูร่วมเดินทาง

--- จากข้อบน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นสามารถเพิ่มพลังป้องกันให้นิคอย่างง่ายๆ ด้วยการเอาชุด Faded Trench Coat ที่ได้มาจากเอลลี่ย์ เลขาของนิค ให้ผู้เล่นเอาชุดนักสืบไปตีเกราะ Ballistic Weave ระดับที่ Mk.5 แล้วไปสวมใส่ให้แกนิค ก็จะช่วยเพิ่มพลังป้องกันให้นิคได้แล้ว อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยซ่อมมือขวาของนิคให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ด้วย

--- แต่ถ้าใช้วิธีจากข้อบนไปแล้ว ผู้เล่นไม่ชอบมือใหม่ของนิค ก็สามารถทำกลับไปให้เขามีมือสภาพเป็นเหล็กได้เหมือนเดิม ด้วยการกดคอนโซลและพิมพ์ addItem 0010c3ca เพื่อรีให้มือของนิคกลับมาเป็นเหล็กเหมือนเดิม

- เลเวลของนิค จะตันได้แค่ที่เลเวล 99

- ด้วยความที่นิคนั้นเป็นซินท์รุ่นต้นแบบ ร่างกายของเขาจึงมีแต่เหล็กและเครื่องจักรสังเคราะห์ แต่ในตอนที่นิคบาดเจ็บจากการเดินทาง ผู้เล่นสามารถช่วยเขาฟื้นฟูร่างกายได้โดยการใช้ Stimpak ได้เหมือนกับตัวละครอื่นๆที่มีเลือดเนื้อ

- นิคจะมีบทพูดพิเศษด้วย เมื่อใดก็ตามที่เขาได้พบกับ Mysterious Stranger ที่มาปรากฏกายในโหมด V.A.T.S. ด้วยสกิล Mysterious Stranger perk และถ้าหากผู้เล่นได้พบไฟล์บันทึกคดีที่วางอยู่ใต้เตียงของนิค ในบันทึกนั้นก็จะมีรายละเอียดบันทึกปลีกย่อในกรณีที่บุคคลลึกลับปรากฏตัวตามสถานที่ต่างๆในซีรี่ย์เกม Fallout ด้วย แต่จะมีเพียงแค่ Fallout : New Vegas เพียงภาคเดียวที่บันทึกคดีนั้นไม่ได้ระบุถึงเนื้อหาในภาคนี้เอาไว้เลย

- เช่นเดียวกับ Preston Garvey นิคเองก็จะมีเหตุการณ์สุ่มที่เขาจะไปพูดคุยพบปะกับชาวบ้านที่เขาเคยช่วยสืบคดีให้ด้วย แต่จะต่างกันตรงที่ว่า นิคจะไม่ยอมรับของตอบแทนจากชาวบ้าน และก็จะไม่มีของที่ชาวบ้านให้อยู่ในช่องเก็บของของนิคด้วย

- นิคจะพูดแสดงความคิดเห็นต่อศพของ Nate / Nora ที่ถูกแช่แข็งใน Vault 111 ด้วย

- ในช่วงสุดท้ายของเควส Reunions นิคอาจจะเดินทางไปรอพบผู้เล่น ในสำนักงานของเขา หรือสำนักงานของ Piper ถึงแม้ว่าผู้เล่นจะสั่งให้เขากลับไปยังค่ายที่เขาอยู่ล่าสุดก็ตาม

 

 

- หลังจากที่ผู้เล่นใช้ร่างกายของนิคเป็นทางผ่านเข้าไปสู่ความทรงจำของ Kellogg ในช่วงท้ายของเควส นิคก็จะพูดกับตัวเอกด้วยน้ำเสียงของเคลล็อกว่า "I should have killed you when I had the chance" หรือ "Did you find what you were looking for in my head?" พอสักพักนิคก็จะรู้สึกตัวและไม่รู้ตัวว่าก่อนหน้านี้เขาได้ทำอะไรลงไป ซึ่งเรื่องนี้จะไม่มีผลต่อในเกม และนิคก็จะไม่ได้พูดอะไรอีกในฐานะร่างทรงของเคลล็อก ซึ่งตรงนี้ Dr.Amari ก็ได้กล่าวไว้ว่า การที่ใช้นิคมาเป็นตัวเชื่อมต่อความทรงจำของเคลล็อกให้ตัวเอกได้รับรู้นั้น ก็จะทำให้ความทรงจำบางอย่างของเคลล็อกอาจจะยังคงในตัวของนิคสักครู่หนึ่ง และเมื่อตัวเอกสอบถามนิคถึงในเรื่องนี้ นิคดูเหมือนจะรู้สึกเสียใจเล็กน้อยเมื่อตัวเอก กล่าวกับเขาว่าอาจจะมีบางอย่างผิดปกติอยู่ในตัวของนิค และตัวเอกก็ไม่แน่ใจว่าจะพานิคไปร่วมเดินทางด้วยดีไหม

 

 

- ในระหว่างเควส The Glowing Sea นิคจะแนะนำให้ตัวเอกพาเขาไปเป็นคู่หูร่วมเดินทางด้วย เพราะเขานั้นมีภูมิคุ้มกันต่อรังสีมากกว่าคู่หูที่เป็นมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเอกก็สามารถที่จะเลือกพาคู่หูคนไหนไปที่ Glowing Sea ด้วยก็ได้ เนื่องจากบุคคลที่เป็นคู่หูทั้งหมด พวกเขาจะไม่มีวันบาดเจ็บจากสารรังสีเด็ดขาด

- ถ้าหากว่าผู้เล่นได้เดินทางกับนิค จะมีเหตุการณ์สุ่มอันหนึ่งที่มีกลุ่มไรเดอร์ดักล้อมจะโจมตีตัวเอกอยู่ หนึ่งในสมาชิกโจรจะจำนิคได้ และพวกเขาจะไม่โจมตีใส่ตัวเอกอีกต่อไป เพราะนิคนั้นได้เคยช่วยเหลือกลุ่มโจรพวกนี้เอาไว้

- นิคปรากฏตัวครั้งแรกใน Fallout 4 Official trailer ในฉากที่เขาเดินบนถนนอยู่หน้า Memory Den

- ดูเหมือนว่านิคจะมีความรู้เรื่องวรรณกรรมคลาสสิกเป็นอย่างดี

- ในตัวเกมแพทเก่าๆ ถ้าหากนิคมี Screwdriver หรือไขควงอยู่ในช่องเก็บของๆเขา ในบางครั้งที่นิคยืนอยู่เฉยๆ เขาก็จะหยิบไขควงออกมาซ่อมมือของตัวเองด้วย แต่ในตัวเกมแพทใหม่ๆ นิคสามารถแสดงท่าทางนี้ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีไขควงอยู่กับตัวแล้ว

- ถ้าหากว่าผู้เล่นส่งนิคไปยัง Old Longfellow's cabin นิคจะใช้เวลาว่างของเขาเดินท่องเที่ยวไปทั่วเกาะ Far Harbor ด้วย

- ถ้าหากว่าผู้เล่นพานิคไปยัง Acadia ด้วยการที่นิคไม่ยอมรับว่า DiMA คือพี่ชายของเขา ก็จะมีบทสนทนาพิเศษขึ้นมา DiMA จะพูดว่า "Good to see you again, Brother" แล้วนิคก็จะตอบกลับไปว่า "I'd prefer to keep it 'Nick And DiMA' for now" แต่ถ้าหากว่านิคยอมรับ DiMA เป็นพี่ชายของเขา นิคก็จะตอบกลับไปด้วยคำพูดดีๆว่า "It's good to see you too, DiMA" แทน

 

 

- ถ้าหากว่าผู้เล่นพานิคไปพบเจอกับสมาชิกของฝ่าย The Brotherhood of Steel พวกเขาก็จะพูดดูถูกนิคด้วยประโยคต่างๆนาๆ นอกจากนี้อีอึ๋ม เอ้ย... Elder Maxson ก็จะมีบทพูดพิเศษด้วย คือเขาจะต่อว่าตัวเอกทันที ว่าเขาอาจจะต้องพิจารณาตำแหน่งของตัวเอกใหม่ ถ้าหากว่าตัวเอกยังจะเดินทางร่วมกับ "สิ่งนั้น" อยู่ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ตัวเอกเดินทางกับนิคนั้นจะไม่มีผลในเนื้อเรื่องของฝ่าย BOS แบบใดๆเลย และตัวเอกก็จะไม่กลายเป็นศัตรูของฝ่าย BOS ด้วย ถ้าหากว่าต้องการที่จะเดินทางกับนิคต่อ ไม่เหมือนกับ Danse ที่ถ้าหากเขารอดชีวิตและถูกเนรเทศไล่ออกจากในเควส Blind Betrayal แล้วถ้าผู้เล่นพาแดนท์ให้มาเจอกับคนของ BOS อันนี้คือจะโดนฝ่าย BOS มองเป็นศัตรูและถล่มใส่ผู้เล่นในทันที

 

การปรากฏตัว

Nick Valentine ปรากฏตัวเฉพาะในเกม Fallout 4 เท่านั้น

 

Comment

Comment:

Tweet