BooldyLily

Fic Far Cry 4 : Bloody Lily - ตอนที่ 1

posted on 13 Jun 2016 02:04 by palmdante in BooldyLily, Other directory Fiction, Cartoon, Entertainment

 

“อาเจย์…ลูกรัก พ่อมีคำขอสุดท้ายที่อยากให้ลูกทำ... ช่วยพาพ่อกลับไปยังลักมานาที...”

 

      “เอ่อ…คุณเกลครับ – ผมคือเชนต์ ปีเตอร์สัน โทรมาจากอเมริกานะ” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น “ผมเป็นรัฐทูตที่ปัฎนา – ผมกำลังตามเรื่องวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่ประเทศอินเดีย เพื่อที่จะเดินทางต่อไปคีราท ทางเราสามารถให้ได้แค่สถานะคุณเป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกาและก็จะไม่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับสัญชาติคีราท นอกจากนี้ผมยังต้องแนะนำคุณเกี่ยวกับการเดินทางเข้าไปในคีราท เราไม่มีบทบาททางการทูตอย่างเป็นทางการที่นั่น เนื่องจากความไม่สงบของโกลเด้นท์พาท…”

      อาเจย์ กาเลย์ ชายหนุ่มผู้ที่ต้องเดินทางมาจากอเมริกาเพื่อกลับมายังประเทศ “คีราท” ที่เป็นบ้านเกิดของเขา เพื่อทำตามคำขอครั้งสุดท้ายของผู้เป็นพ่อที่เสียชีวิตลง โดยที่ตัวของอาเจย์เองก็ยังไม่รู้เลยว่า ลักมานาที่พ่อพูดถึงนี่คืออะไร? เป็นชื่อวัด สถานที่ หรือชื่อของอะไรกันแน่...?

     ซึ่งตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่บนรถเมล์โดยสารบุโรทั่งเก่าๆคันหนึ่งที่กำลังขับผ่านหุบเขาทางตอนเหนือของประเทศคีราท สภาพภายในรถเมล์เต็มไปด้วยกรงสัตว์ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เบาะรถเมล์ผุขาดที่ผ่านการปะชุนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แถมผู้คนยังนั่งโดยสารเต็มรถเมล์กันแบบแน่นขนัด ยังไม่นับลิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าของเขาอีกหนึ่งตัว

   สายลมอันหนาวเย็นของเทือกเขาเข้าปะทะกับใบหน้าของอาเจย์เป็นระยะๆ ทำให้ทรงผมยุ่งๆสีดำขลับของเขาที่ดูไม่เป็นทรงอยู่แล้วยิ่งดูยุ่งเหยิงอีกขึ้นเป็นเท่าตัว

     เสียงของเชนต์ยังคงพูดแบบต่อเนื่องขึ้นในหัวของชายหนุ่มเหมือนเทปที่ถูกกรอให้ฟังซ้ำไปซ้ำมา เขากำลังครุ่นคิดถึงคำแนะนำของรัฐทูตเกี่ยวกับการเดินทางเข้าไปในคีราท

     “และในเรื่องที่เกี่ยวกับความตั้งใจของคุณที่จะนำเถ้าของ “อิชวารี เกล” คุณต้องนำพาสปอร์ตของผู้ตายไปด้วย…”

     เมื่อครุ่นคิดถึงคำพูดของเชนต์ถึงตรงนี้ อาเจย์ก็ยกโถมีฝาขนาดย่อมๆสีเงินขึ้นมา ที่ด้านหนึ่งมีตัวอักษรสลักไว้บนตัวโถว่า

 

Ishiwari Ghale

1968 – 2014

 

     ชายหนุ่มใช้มือปัดผงฝุ่นออกจากตัวโถอย่างบรรจง และนำโถใส่เก็บเข้ากระเป๋าเสื้อตามเดิม หางตาของเขาก็ไปสะดุดกับมือคู่หนึ่งที่ประสานต่ำอยู่ทางด้านซ้ายของเขา ประจวบเหมาะกับเจ้าลิงที่อยู่ตรงหน้าได้ค้นหาเห็บหมัดมากินพอดี

     “เฮ้!!” เจ้าของมือร้อง

     และเมื่ออาเจย์เงยหน้าขึ้นไป เขาก็พบเข้ากับชายแก่คนหนึ่ง ซึ่งชายคนนี้มีลักษณะใบหน้าที่ดูดุดัน ผมสีเทาบ่งบอกว่าเขามีอายุมากแล้ว เคราที่ไว้ยาวถูกถักเป็นเปียเส้นเล็กอยู่ใต้คาง ชายแก่สวมเสื้อหนังแขนยาวสีน้ำตาล และมีผ้าพันคอสีส้มสดพาดไว้ที่รอบคอของเขา ชายผู้นี้มีชื่อว่า “ดาแพน” เป็นไกด์ท้องถิ่นที่อาเจย์จ้างมา เพื่อให้พาเขาไปยังลักษณ์มานาได้อย่างถูกต้อง

     “เอาพาสปอร์ตมานี่” ดาแพนกล่าวพร้อมกวักมือให้อาเจย์

     อาเจย์ก้มดูพาสปอร์ตสีน้ำเงินในมือเขาที่เพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อ และส่งมันให้กับดาแพนอย่างว่าง่าย

     เมื่อดาแพนรับพาสปอร์ตไป เขาก็เลือกที่จะเปิดพาสปอร์ตหน้ากลาง ชายแก่เหล่ตาไปมองที่อาเจย์ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหยิบธนบัตรของประเทศคีราทใบหนึ่งขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงและหันมาโชว์ให้อาเจย์ดู ดาแพนเสียบธนบัตรใบนั้นเข้าไปในพาสปอร์ตและโน้มตัว ยื่นมันส่งคืนสู่ชายหนุ่ม ซึ่งระหว่างที่ยื่นมืออกไปรอให้อาเจย์รับพาสปอร์ตคืน เขาได้กวักมือเข้าหาตัวเองเร็วๆและบอกกับอาเจย์ว่า “ใจเย็นๆ”

     ดาแพนขยับมือที่ถือพาสปอร์ตส่งให้อาเจย์ขึ้นอีกครั้ง อาเจย์จึงรีบหยิบพาสปอร์ตกลับ ชายแก่ได้พูดกับอาเจย์อีกว่า “เดี๋ยวฉันจะคุยให้”

     อาเจย์ก้มลงมองพาสปอร์ตของเขาอีกครั้งที่บัดนี้มีธนบัตรเสียบอยู่ เขาหยักไหล่ครั้งหนึ่งโดยที่ไม่พูดอะไร ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นและทอดสายตาไปยังวิวทิวทัศน์ที่อยู่นอกรถเมล์ ซึ่งก็ยังคงมีแต่เพิงเก่าๆและต้นไม้ที่ผลัดใบเป็นสีแดงแล้วอยู่เต็มไปหมด

     ไม่นานนัก คนขับรถก็ตะโกนมาว่าขอพาสปอร์ตด้วย เพื่อที่เขาจะได้ส่งให้ทางด่านตรวจตนเข้าเมือง

   ชายหนุ่มหันหน้าไปมองดาแพนอยู่ครู่หนึ่ง ชายแก่พยักหน้าให้เขาหนึ่งที อาเจย์จึงได้เก็บรวบรวมพาสปอร์ตจากบุคคลที่สวมชุดและเสื้อกักสีฟ้าที่อยู่ทางด้านหลังของเขามาสองคน และได้ส่งต่อให้กับหญิงชาวบ้านที่นั่งอยู่ติดกับลิงด้านหน้าเขา แต่ลิงตัวนั้นได้ทำท่าจะคว้าพาสปอร์ตไป โชคไม่ดีที่อาเจย์คว้าพาสปอร์ตยกขึ้นสูงได้ทัน เจ้าลิงตัวนั้นเลยไม่ได้ของเล่น แต่กลับถูกหญิงชาวบ้านตบเข้าที่หัวของมันจังๆหนึ่งที มันเลยร้องขู่ใส่หญิงคนนั้นเป็นเชิงต่อต้านตอบ

   เมื่อส่งต่อพาสปอร์ตไปแล้ว อาเจย์จึงได้ลองมองออกไปด้านหน้าต่าง สถานการณ์ข้างนอกรถคือ รถเมล์ได้จอดที่ด่านแล้ว และมีกลุ่มทหารจำหนวนหนึ่งเดินเข้ามาตรวจรถ ซึ่งทหารที่เข้ามาตรวจการนี้ได้ติดอาวุธกันทุกคน มันดูผิดปกติเกินกว่าจะเป็นการตรวจคนเข้าเมืองธรรมดาๆ

   อาเจย์รู้สึกได้ทันทีว่ากลุ่มทหารนี่ชักไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว

    “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” อาเจย์หันไปสอบถามดาแพน

แต่เมื่อชายแก่ได้สอดส่องสายตาไปดูนอกรถแล้ว เขากลับยกมือห้ามไม่ให้อาเจย์ส่งเสียงดัง

   อาเจย์หันกลับดูสถานการณ์นอกรถอีกครั้ง เขาพบว่าคนขับรถเมล์ซึ่งตอนนี้คงเจรจาไม่รู้เรื่องกันกับพวกทหารแล้ว เพราะในมือคนขับได้ยื่นพาสปอร์ตให้แก่ทหารคนหนึ่ง แต่ทหารคนนั้นกลับไม่คิดจะแยแสของที่อยู่ในมือนั่นเลย แถมยังมีทหารอีกคนเดินเข้ามาถืออุปกรณ์ตรวจระเบิดมาตรวจใต้ท้องรถเมล์อีกต่างหาก

   การเจรจาระหว่างคนขับดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างติดขัด ซึ่งชายหนุ่มเองก็ฟังไม่ออกเหมือนกันว่าพวกเขากำลังเถียงกันเรื่องอะไร เพราะพวกเขาไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ เมื่อหันกลับไปอีกที อาเจย์กลับรู้สึกได้ว่ามีเฮลิค๊อปเตอร์ลำหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ และเมื่อหันไปดูคนขับที่กำลังเจรจากับทหารอยู่ หลังจากยื่นพาสปอร์ตให้แก่ทหารคนนั้นมาสักพัก สุดท้ายก็ได้รับการตอบรับเป็นการปัดพาสปอร์ตจนตกพื้นจนกระจาย มิหน่ำซ้ำ ทหารที่กำลังตรวจใต้ท้องรถก็ส่งเสียงดังเป็นนัยๆว่า เขากำลังเจอสิ่งแปลกปลอมใต้ท้องรถ

  ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องก็เกิดการใช้กำลังขึ้นทันที บุคลเสื้อสีฟ้าซึ่งก็คือคนของโกลเด้นท์พาทที่แฝงตัวอยู่บนรถเมล์รีบวิ่งลงไปเปิดงานแจกกระสุนที่ด้านล่าง และความซวยก็มาเยือนอาเจย์เมื่อหัวหน้าของกลุ่มทหารสั่งให้ลูกน้องยิงผู้โดยสารบนรถ

   “เฮ้ย!!” อาเจย์ร้องอุทานพร้อมก้มหลบลูกปืน ทันได้เห็นหัวหน้าของกลุ่มทหารถูกยิงเข้าที่ไหล่ขวา ใบหน้าของอาเจย์ฟุบลงกับพื้นรถ เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว ผู้โดยสารบนรถส่วนมากถูกกระสุนปืนยิงและล้มแน่นิ่งไป มีแค่เขากับดาแพนเท่านั้นที่ก้มหลบได้ทัน

   อาเจย์ถูกดาแพนไล่ให้คลานออกจากตัวรถเมล์ เมื่อเขาเปิดประตูรถออกมาด้วยความทุลักทุเลได้ แน่นอนว่าก็ต้องเจอกับกลุ่มทหารที่ถือปืนจ่อมาทางเขา อาเจย์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ และก้มตัวลงนั่งที่พื้นแบบว่าง่ายๆ เมื่อหันไปมองทางด้านดาแพน ก็พบว่าชายแก่ได้นอนคว่ำกับพื้นและยกมือขึ้นพาดเหนือศีรษะไปแล้ว ถึงแม้ว่าตรงพื้นที่เขาหมอบอยู่จะเป็นพื้นแฉะๆของดินโคลนก็ตาม

และเมื่อเสียงปืนเงียบลง เขากลับพบว่าเฮลิค๊อปเตอร์ที่เขาเห็นไกลๆนั้น บัดนี้ได้ลงจอดที่ตรงหน้าเขาแล้ว

    ผู้หญิงที่แต่งตัวแปลกๆคนหนึ่งลงมาจาก ฮ. การแต่งตัวของเธอนั้นดูยังไงก็ไม่ใช่พวกทหารแน่ๆ ผมยาวสีทองของเธอปลิวตามแรงลม เผยให้เห็นทรงผมแปลกๆที่ด้านซ้ายเธอไว้ผมหน้ายาว แต่ด้านขวาถูกไถข้างออกจนเตียน เธอสวมเสื้อโค้ดกันหนาวแขนยาวสีดำขอบม่วง ที่หน้าอกด้านขวาของเสื้อมีเข็มกลัดรูปนกยูงขนาดย่อมๆปักอยู่ เสื้อโค๊ดตัวนี้สีดูเข้ากันได้ดีกับกางเกงสแล๊กสีม่วงอมแดง ยิ่งดูยิ่งเข้าคู่กันกับรองเท้าคัทชูส้นเข็มสีแดงสดที่เธอสวมอยู่

   หญิงคนนี้แสงสีหน้าและท่าทางไม่พอใจทันทีที่ได้เห็นสภาพตรงหน้า เธอส่ายหน้าไปมาและใช้มือซ้ายลูบใบหน้าหน้าของตัวเอง แสดงท่าทางอันผิดหวังเป็นอย่างมาก

 เมื่อคุมอารมณ์ได้อยู่แล้ว เธอเริ่มเดินเข้ามาพูดคุยเชิงตำหนิติเตียนกับหัวหน้าของกลุ่มทหาร

   “…ฉันว่าฉันจำได้นะ… ว่าไอ้ที่ฉันสั่งนี่ให้หยุดรถบัส …ไม่ใช่ยิงรถไม่ใช่เหรอ?” เธออธิบายพร้อมกับที่ยกมือขึ้นมาประกอบท่าทาง “ใช่…ให้หยุดรถ ไม่ได้ให้ยิงรถ… ฉันว่าฉันย้ำไปตั้งหลายหนแล้วนะ”

   หัวหน้าทหารไม่ยอมมองไปที่เธอเลย

   “หยุด…ยิง…หยุด…ยิง ไอ้สองคำนี้ มันเหมือนกันตรงไหนรึ?” หญิงสาวคนนั้นกระแทกเสียงเรียบเป็นคำถามแก่ลูกน้อง

   “…แต่มันควบคุมไม่ได้ครับ” หัวหน้าทหารปริปาก

พอสิ้นคำตอบ หญิงคนนั้นก็ใช้มือซ้ายของเธอจับไปที่หัวไหล่ของลูกน้องที่ตอบคำถาม

   “ขอโทษที ไม่ได้ยิน เมื่อกี้พูดอะไรนะ?” สายตาของเธอมองไปที่ใบหน้าของหัวหน้าทหาร โดยที่มือขวาของเธอนั้นได้ล้วงไปด้านในเสื้อโค๊ตของตัวเองเพื่อหาของบางอย่าง

   “มันควบคุมไม่ได้ครับ…” ลูกน้องคนนั้นตอบคำถามอีกทีด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก และเมื่อพูดจบ เจ้านายของเขาก็ชักมือขวาออกมาพอดี สิ่งที่อยู่ในมือของเธอมันคือปากกาด้ามหนึ่ง เธอใช้ปลายปากกาด้ามนั้นชี้ไปที่ลูกน้องของตัวเอง

   “อ๋อ…ควบคุมไม่ได้รึ…?” เธอเบนหน้าหนีไปทางอื่นพักหนึ่ง ก่อนที่จะหันกลับมามองหัวหน้าทหาร “ฉันเกลียดทุกอย่างที่ควบคุมไม่ได้ที่สุดเลย!!”

   แน่นอนว่าเป็นลูกน้องชั้นผู้น้อยแก้ตัวอะไรก็ไม่ขึ้น หญิงสาวคนนั้นพูดจบเธอก็ใช้ปลายปากกาจ้วงเข้าที่แผลที่ถูกยิงของหัวหน้าทหารที่บริเวณไหล่ ด้วยแรงปะทะทำให้หัวหน้าทหารล้มไปนอนที่พื้นทันที หญิงคนนี้ก็ได้ล้มลงไปนั่งตามและใช้ปากกาแทงลูกน้องตัวเองเข้าซ้ำๆจนนับครั้งไม่ถ้วน

   “ฉันให้งานโง่ๆแกไปทำ แต่แกก็เสือกทำไม่ได้!!” เธอสบถระหว่างที่ใช้ปากกาแทงลงโทษลูกน้องของตัวเอง กลุ่มทหารที่เหลือเมื่อเห็นการลงโทษอันแสนสยดสยองก็ได้แต่เดินถอยหนีให้ห่างจากหญิงคนนั้น

   เมื่อเห็นว่าลูกน้องที่ตนลงโทษนั้นได้ตายเพื่อชดใช้แล้ว เธอจึงถอนปากกาออกและทรุดตัวลงนั่นตรงหน้าของอาเจย์ ใบหน้าและเสื้อของเธอเต็มไปด้วยรอยเลือด เธอมองไปที่รองเท้าด้วยสายตาอันแสนโกรธเกรี้ยว

   “แล้วเลือดแกก็เลอะรองเท้าฉันหมด!!” เธอสบถอีกหนเกี่ยวกับรองเท้าของเธอที่มันเปื้อนเลือด

   แต่เมื่อสบถแล้ว เธอกลับเพิ่งสังเกตเห็นถึงอาเจย์ และจ้องมองมาที่ชายหนุ่มด้วยสายตาอันตกตะลึง

   “โอ้…อย่างน้อยก็ยังมีของดีอยู่นี่นา ไม่ได้ทำเสียไปซะหมดนี่…” เธอยิ้มและให้ไปพูดกับร่างของหัวหน้าทหารที่นอนแน่นิ่งไปแล้ว

  “มานี่…ลุกขึ้นเธอจ๊ะ” หญิงสาวกล่าวกับอาเจย์และช่วยพยุงตัวชายหนุ่มให้ยืนขึ้น “อา…ฉันว่าฉันจำดวงตาคู่นี้ได้นะ…” เธอจ้องมองเข้ามาที่ดวงตาของอาเจย์ด้วยสายตาคนละแบบกับที่จ้องมองไปยังหัวหน้าทหารเมื่อครู่นี้ และเมื่อพูดจบ หญิงสาวก็หัวเราะและแสดงรอยยิ้มออกมาด้วยท่าทางดีใจและโผเข้ากอดอาเจย์ในทันที รอยยิ้มนั่นช่างไม่เข้ากับรอยเลือดที่เลอะบนใบหน้าของเธอสักนิดเดียว

   “โตขึ้นมาเป็น… หนุ่มหล่อทีเดียวนะ…” เธอตบเข้าที่ไหล่ของอาเจย์เบาๆสองสามที “หนุ่มน้อยตัวเล็ก… น่ารักดีจัง”

   อาเจย์หน้าถอดสีเมื่อได้ยินคำพูดเมื่อครู่นี้ คำพูดที่แสดงความหมายว่าเขากับหญิงคนนี้เคยพบกันมาก่อนนี่คืออะไร?

   “ฉันต้องขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี่ด้วยนะ…จริงๆแล้ว…” เธอพูดเมื่อถอนกอดมาจากตัวอาเจย์แล้ว เธอถอนหายใจพร้อมกับตบไปที่หัวไหล่ของอาเจย์อีกครั้งและพูดว่า “…มันไม่ควรจะเละแบบนี้เลย…”

   “ฉันจัดปาร์ตี้ไว้รอต้อนรับเธออยู่นะ” เธอพูดต่อพร้อมกับมองไปที่ดาแพนที่นอนหมอบอยู่กับพื้น หญิงสาวก้มลงไปนั่งมองชายแก่ “แต่ฉันคิดว่าฉันไม่รู้จักคนนี้น้า… นี่ใครน่ะ? หืม? เพื่อนของเธองั้นเหรอ?” ประโยคแรกเธอพูดกับดาแพน ส่วนประโยคคำถามสามข้อหลัง เธอหันกลับมาถามอาเจย์ด้วยสายตาอ้อล้อแปลกๆ จากนั้นเธอจึงหันกลับไปมองดาแพนด้วยสายตาจ้องพินิจอยู่ครู่หนึ่ง ดาแพนรับรู้ได้ถึงสายตานั่นจึงเงยหน้าเล็กน้อยหันมามองที่หญิงสาว

   “ไม่ใช่คนช่างพูดซะด้วยนะ ฉันชอบจัง” เธอหันมาพูดกับอาเจย์ ทั้งๆที่คำพูดควรจะหันไปพูดกับดาแพนแท้ๆ…

   เมื่อพูดจบเธอก็ลุกขึ้นยืน พร้อมกันกับที่เหล่าทหารเข้ามาคุมตัวของดาแพนไว้ ทหารได้ให้ถุงกระสอบคุมหัวของชายแก่เอาไว้ และจับมือของเขาทั้งสองข้างมัดไขว้หลัง ด้วยความรุนแรงของตอนมัดมือ ทำให้ชายแก่ร้องโอ๊ยเบาๆขึ้นมาหนึ่งที

   “ฉันล่ะอับอายเหลือเกินที่มันเกิดเรื่องบ้าๆแบบนี้ขึ้น จริงๆแล้วมันควรจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เธอก็รู้ ว่าถ้าเธอให้อาหารลิงไป มันก็จะทำแต่เรื่องงี่เง่าเช่นพากันขว้างอาหารไปมา” หญิงสาวกล่าวขึ้นหลังจากที่มองดูดาแพนถูกควบคุมตัวไปแล้ว ในมือซ้ายของเธอยังคงถือปากกาเจ้ากรรมที่เปื้อนเลือดแกว่งไปมา “โอ้…แป๊บหนึ่งนะ ถือนี่ให้หน่อยสิ” เมื่อเธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอถือมันอยู่ เธอจึงวานให้ชายหนุ่มช่วยถือมันไว้ ก่อนจะส่งต่อปากกาให้ไปยังอาเจย์ “แป๊บหนึ่งนะ ฉันแค่อยากจะถ่ายรูปของเราเป็นที่ระลึกน่ะ” หญิงสาวพูดและเดินเข้ามาแนบชิดอาเจย์ ชิดเกินไปจนหน้าอกของเธอโดนตัวเขาด้วยซ้ำ เมื่อจัดท่าทางได้แล้วเธอจึงยกมือถือสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่ายรูปแบบเซลฟี่กับอาเจย์ ซึ้งใบหน้าของคนทั้งสองในภาพนั้นไม่เข้ากันอย่างแรง เพราะอีกคนหนึ่งทำหน้ายิ้มแย้มทั้งๆที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ส่วนอีกคนนั้นก็หน้าถอดสีเพราะเหตุการณ์สยองขวัญก่อนหน้านี้จนดูไม่จืด

   เมื่อกดถ่ายภาพไปแล้ว หญิงสาวได้ตรวจรูปในมือถือที่ถ่ายไปเมื่อครู่นี้ ดูท่าทางเธอดีใจแบบสุดๆ

   “ไม่ต้องกังวลไปนะเด็กน้อย” เธอหันมาพูดกับอาเจย์อีกครั้ง หลังจากที่เก็บมือถือไปแล้ว “เดี๋ยวเรื่องงี่เง่านี่มันก็ผ่านไป แล้วเราจะได้ไปพจญภัยครั้งใหญ่ด้วยกัน” หญิงสาวพูดพร้อมกับเดินไปที่เฮลิค๊อปเตอร์ที่พร้อมจะขึ้นบินแล้ว “เพราะว่าฉันจัดตารางให้เธอเรียบร้อยแล้ว… เธอกับฉัน… เราจะได้สนุกกันสุดเหวี่ยงเลยล่ะ!!”

   เมื่อสิ้นคำพูดของหญิงคนนั้น อาเจย์ก็ถูกใครบางคนสวมถุงกระสอบทรายเข้าที่ศีรษะจากทางด้านหลังเพื่อพาไปยังที่ไหนสักแห่ง… ภาพทุกอย่างดำมืดไปหมด…